บอกเล่าเรื่องเที่ยวไอร์แลนด์เหนือ Giant’s Causeway-The Dark  Hedges

50

ก่อนหน้า Carrick-a-Rope

หลังจากเที่ยวชม Carrik -a Rode แล้วพวกเราก็ย้อนกลับไปยังหมู่บ้าน Bush Mill Village เพื่อไปรับประทานอาหารเที่ยง

เราทานอาหารกลางวันที่ ร้าน Tartine Distillers Arm ร้านนี้ไอศครีมอร่อยมาก

อาหารพื้นเมืองประเทศอังกฤษจะมีมันฝรั่งประกอบอาหารจานหลักเกือบทุกมื้อ เพราะว่ามันฝรั่งมีคุณค่าทางโภชนาการสูงและเป็นนพืชหลักทางการเกษตรของประเทศอังกฤษและไอร์แลนด์เหนือ..มีเรื่องเกี่ยวกับมันฝรั่ง  ใน พ.ศ. 2384 ประเทศไอร์แลนด์ประสบปัญหาภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ชาวไร่ไอริชทียากจนถึงแม้จะไปทำงานในบ้านเศรษฐีก็ยังไม่พอกิน พวกเขาจึงต้องกินนมันฝรั่งที่ปลูกในไร่ตนเองกินทุกมื้อ ภาวะยากลำบากนี้ดำเนินไปจนกระทั่ง พ.ศ. 2388  ไร่มันฝรั่งในไอร์แลนด์ก็ถูกโรคเหี่ยวแห้ง (blight) คุกคาม การบริโภคมันฝรั่งที่เน่าเสียทำให้ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมากจนสัปเหร่อฝังศพไม่ทัน ศพจึงถูกหนูและสุนัขแทะเกลื่อนกลาด ชาวไอริชที่เหลือจำนวนมากล้มป่วยด้วยโรคไข้รากสาด โรคท้องร่วง เหตุการณ์นี้ทำให้คนไอริชเสียชีวิตไปประมาณ 1.5 ล้านคน และอีก 1 ล้านคน ต้องอพยพครอบครัวหนีตายไปอเมริกา 

หลังจากรับประทานอาหารกลางวัน พวกเราก็เรานั่งรถไปเที่ยว Giant’s Causeway อยู่ห่างจากหมู่บ้าน Bush Mill ประมาณ 4 กิโลเมตร

Giant’s Causeway ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโกในปี 2526  เป็นสถานที่ซึ่งเป็นความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ ที่ชายหาดมี หินบะซอลต์ (basalt)40,000 กว่าก้อนขึ้นเรียงรายอยู่ ดินแดนแถบนี้เมื่อ 60 ล้านปีก่อนเป็นภูเขาไฟ  โดยหลักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ลาวาเมื่อเจอกับอากาศที่เย็นเฉียบพลัน แล้วเกิดการดันของหินเป็นล้านๆปี หินจึงแตกไล่ลงมาจึงเป็นก้อนหินเรียงกันเป็นแท่งๆ คนที่ไอร์แลนด์เหนือถือว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลก

บริเวณนี้เป็นประตูสู่ทางเข้า Giant’s Causeway

มีตำนานเล่าว่า ยักษ์ฝั่งไอร์แลนด์เหนือชื่อ Finn MacCool ต้องการข้ามไปต่อสู้กับยักษ์สก็อตแลนด์ Benandonner ซึ่งตัวใหญกว่ามาก เจ้ายักษ์ Finn MacCool จึงตอกเสาทำทางข้ามยาวไปจนถึงสก็อตแลนด์ พอไปเห็นยักษ์อีกฝั่งตัวใหญ่กว่ามากจึงรีบวิ่งหนีกลับบ้าน แล้วรีบกลับมาบอกภรรยาว่ามียักษ์ตัวใหญ่ตามมา ภรรยาก็ออกอุบายให้ใส่ชุดเด็กเล็ก แล้วไปนอนในเตียงลูก  เมื่อยักษ์สก็อตแลนด์วิ่งตามมาถามว่าเห็นยักษ์ตัวนั้นไหม แต่พอมองไปที่เตียงเด็ก …..ก็ตกใจว่าได้ว่าขนาดลูกยังตัวโตขนาดนี้แล้วพ่อจะขนาดไหน…. จากนั้นก็กลับสก็อตแลนด์พร้อมถอนเสาไปจนหมด

เวลาน้ำลดจะเห็นชัดเลยว่าเป็นทางยักษ์เดินไปถึงสก็อตแลนด์ได้เลย

เสาหินมีลักษณะเป็นแท่งแท่ง ความหนาความกว้างจะเท่ากัน ความสูงไม่เท่ากันสูงทีสุด 12 เมตร

Giant ‘s Boot s ก้อนหินคล้ายรองเท้าบู้ท ซึ่งจุดนี้คนมาถ่ายรูปกันเยอะมาก

ข้างบนก็เป็นหินบะซอลต์แต่มีต้นไม้ปกคลุม มองขึ้นไปมีลักษณะคล้ายถ้ำ

หินทุกแท่งมีความสมมาตร ปริมาตรหน้าตัดที่เท่ากัน มีตั้งแต่ 5,6,7,8 เหลี่ยม ขนาดหน้าตัก 20-30 ตารางเซ็นติเมตร

เป็ชายหาดที่แปลกจริงๆที่มีหินลักษณะแบบนี้เรียงรายไปหมด ยาวถึง 6 กิโลเมตร

เราเดินถ่ายรูปที่นี่ประมาณ 1.30 ชั่วโมง ก็เดินทางไปยัง The Dark  Hedges  ที่ถนน Bregagh ใกล้กับเมือง Armoy ซึ่งเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนต์ เรื่อง Game of Thrones

เป็นอุโมงค์ต้นบีช (beech tree)หรือต้นมะเดื่อ  ทั้ง 2 ข้างทางแผ่กิ่งก้านสาขามาบรรจบกัน ทำให้ดูงดงาม แปลกตา ปลูกโดย ตระกูล Stuart ตั้งแต่ค.ศ. 1775 จำนวน 150 ต้น ปัจจุบันเหลือประมาณ 90 ต้น ต้นบีชพวกนี้ปลูกเพื่อใช้สำหรับประดับทางเข้า เพื่อสร้างความประทับใจแก่แขกผู้มาเยือนเจ้าของบ้าน

วันที่เรามาที่นี่โชคดีมาก ไม่มีใครมาแย่งถ่ายรูปเลย มีแต่กลุ่มเราเท่านั้น..

เราเดินไปไม่ถึงด้านในเพราะเขามีพิธีจัดงานแต่งงานกันอยู่

จากนั้นพวกเราก็แวะไปเที่ยว Carrickfergus Castle

ปราสาทคาริคเฟอร์กัส (Carrickfergus Castle) ซึ่งตั้งอยู่ริมมหาสมุทรแอตแลนติก   สร้างขึ้นเมื่อปี 1178 โดย John de Courcy  แต่เดิมเป็นชัยภูมิเพื่อป้องกันข้าศึกศัตรูที่จะมาทางเรือ ปัจจุบันเป็นหมู่บ้านชาวประมงอีกแห่งหนึ่ง

ปัจจุบันเหลือแต่ซากของกำแพงป้อมปราการ

บนปราสาทมีปืนใหญ่และหุ่นรูปทหาร

รูปปั้นของกษัตริย์วิลเลียมที่ 3 (William III)  แห่งอังกฤษ ท่านทรงเป็นเจ้าชายของเนเธอร์แลนด์และอภิเสกสมรสกับธิดาของพระเจ้าเจมส์ที่ 2 แห่งราชวงษ์สจ้วด สร้างขึ้นหลังจากท่านพำนักที่นี่ในปี 1690

วันนี้เขามีงานคานิวัลทีหน้าปราสาท มีเครื่องเล่นมากมาย..

ด้านหลังเป็นท่าเรือ และอู่จอดเรือ

มื้อเย็นนี้รับประทานอาหารไทยที่ Thai Village อาหารอร่อยมาก..

จากนั้นพวกเราก็กลับโรงแรม..เตรียมจัดกระเป๋าเพือที่จะนั่งเครื่องบินไปลอนดอนพรุ่งนี้ช่วงบ่าย

ตอนต่อไป Belfast-Titanic

Facebook Comments

comments